โอกาสสุดท้ายเพื่อการร่ำลา (Departures - Okuribito)

-A +A

          ภาพบรรยากาศแสงอาทิตย์ลาลับ ท้องฟ้าสีแดงฉาน นกร่ำร้องกระพือปีกบินเป็นทิวแถวกลับไปนอนรัง ยังคงมัดตรึงใจผู้เขียนอยู่ทุกครา ราวกับเป็นเสียงเตือนบอกเราว่า หมดเวลาแล้วสำหรับวันนี้ เป็นเสียงธรรมชาติของการร่ำลา เหมือนๆ กับการชุมนุมของนกอพยพย้ายถิ่นตามแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ แล้วจากไปเมื่อความหนาวเย็นมาเยือนตามฤดูกาล

          บรรยากาศหนาวเย็น หิมะขาวโพลน หมอกลงจัด อันเป็นภาพปรากฏในตอนเริ่มต้นเรื่อง บรรยายสถานการณ์ในใจของ โคบายาชิ ไดโงะ (พระเอก) ในขณะขับรถ ค่อยๆ แหวกผ่านความมืดมิดสีขาวไปตลอดทาง ก่อนทำพิธีชำระล้าง และส่งผู้ตายไปสู่สุคติ หากสิ่งที่ทำอยู่เป็นเรื่องดีจริง เหตุไฉนเขาถึงรู้สึกว่ามันไม่น่าจดจำเอาเสียเลย

          หลังจากวงออร์เคสต้าถูกสั่งยุบ ดูเหมือนโลกในฝันของไดโงะจะพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา จนไม่เหลือทางเลือกอื่นใดจะให้ไปต่อได้อีก ชีวิตนักดนตรีได้มาถึงวาระสุดท้ายแล้ว เขาขายเชลโล่แสนแพงทิ้งไปอย่างเสียไม่ได้ ทั้งๆ ที่ยังผ่อนจ่ายไม่หมด และตัดสินใจเดินทางกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเดิม (ยามางาตะ) อีกทั้งมิกะภรรยาของไดโงะก็ดูจะไม่ขัดข้องแต่ประการใดหากต้องทิ้งชีวิตโตเกียวเพื่อไปอยู่บ้านนอก โลกฝันๆ จึงยังคงดำเนินต่อไปได้อีกนาน ตราบเท่าที่เขามีมิกะร่วมสานฝันไปด้วยกัน แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เมื่อฝันกลายเป็นจริงจะไม่ทำให้เขาเสียใจเหมือนกับฝันในวัยเด็กอีก 

          ชีวิตของไดโงะอาจเป็นเหมือนปลาแซลมอนที่ต้องเดินทางกลับไปตายยังบ้านเกิด แต่จะว่าไปแล้วชีวิตของเขามันดูคล้ายคลึงกับนกอพยพอยู่ไม่น้อยเช่นกัน คือโยกย้ายถิ่นที่อยู่ไปตามความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร และบินกลับถิ่นฐานเดิมตามฤดูกาล เพื่อสร้างชีวิตใหม่ภายใต้สิ่งแวดล้อมเมื่อครั้งเยาว์วัย แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เมื่อกลับมาถึงบ้านเก่าของตนเอง อดีตอันฝังใจที่ค่อยๆ ผุดพรายขึ้นมากัดกร่อนใจตัวเขา นี่สิ...จะทำอย่างไรดี ก็ในเมื่อเรื่องทั้งหมดในวัยเด็กเป็นเหตุที่มาของความรู้สึกตำหนิติเตียนตัวเอง และเคารพนับถือตัวเองต่ำเช่นที่ตัวเขาเป็นอยู่ในเวลานี้ 

          แม้ว่าหลังจากเติบใหญ่ เขาจะมีความมุ่งมั่นในการเป็นนักเชลโล่อาชีพ แต่มันเป็นแค่การกระทำเพื่อชดเชยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าที่ถูกพ่อหลอกลวงให้ความหวัง แต่แล้วหนีหายไปกับผู้หญิงอื่นและทอดทิ้งให้แม่เลี้ยงดูเขาเพียงลำพัง กับก้อนหินที่เป็นจดหมายบอกความรู้สึกที่พ่อให้เก็บรักษาไว้ หินก้อนนี้คือกำลังใจแรกเริ่มของการฝึกฝนเชลโล่ ทว่าในเวลาต่อมามันกลับเป็นสิ่งที่ถูกจดจำร่วมกับการหายตัวไปของผู้เป็นพ่อ ไม่ได้เห็นกันอีกเลย จนกระทั่งผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังยังลืมเลือนใบหน้าเปื้อนยิ้มแห่งความสุขไปเสียหมดสิ้น 

          หลังจากเห็นประกาศรับสมัครพนักงานประจำตำแหน่ง “Departure” ของบริษัท NK Agent ในหนังสือพิมพ์ บอกว่า ไม่จำกัดอายุ รายได้ดี ใช้เวลาทำงานไม่มาก แถมยังไม่ต้องมีประสบการณ์มาก่อนอีกด้วย เป็นงานประเภทอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เอ่อ...อ่านดูแล้ว มันเป็นงานที่แทบจะไม่เรียกร้องอะไรจากคนทำงานเลย แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้บอกอะไรชัดเจน มันดูไม่ค่อยชอบมาพากลนะ ว่ามั๊ย? ในชีวิตจริงใครกันจะไปสมัครทำงานแบบนี้ หากแต่ด้วยบุคลิกที่ราวกับถูกวาดออกมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น คือ ดูฝันๆ เหมือนจะโตแล้ว แต่ยังไม่โตจริง บวกกับท่าทางกลัวๆ กล้าๆ ไดโงะจึงไม่รีรอที่จะไปสอบถามดู 

          ครั้นพอไปถึง เสมียนประจำบริษัทพูดบางอย่างเพื่อบอกเป็นนัยว่า “มันยากมากที่จะดึงให้ใครมาทำงานที่นี่” เมื่อพระเอกของเราแสดงความไม่รู้เลยว่านี่มันเป็นงานอะไรกันแน่ เสมียนเธอทำทีเป็นจิบชายิ้มอยู่คนเดียว แหงล่ะ อย่างไดโงะน่ะเหรอจะไปเดาอะไรได้ ครั้นพอหัวหน้าบอกให้รู้ว่า เป็นงานทำศพ ไดโงะถึงกับแสดงความรู้สึกขยักแขยงออกมาแทบจะในทันที ถึงแม้ว่าจะไม่พิสมัยอาชีพนี้เลย แต่อาจจะด้วยนิสัยอันใสซื่อ สุภาพ และขี้เกรงใจของเขานี่แหละ ที่ทำให้หัวหน้าซาซากิสามารถเล่นลูกตื๊อให้ไดโงะยอมมาทำงานด้วยได้

          ตั้งแต่ตอนเป็นนักเชลโล่อยู่ในโตเกียว เราได้เห็นบุคลิกที่ดูมีน้ำใจไร้เดียงสาไม่ทันโลกมาแล้ว พอไปอยู่ยามางาตะ นิสัยเหล่านี้กลับยิ่งแจ่มชัดมากขึ้น หลายครั้งหลายหนที่เขาเป็นเหมือนเด็กทำผิดแล้วพยายามปกปิดความจริงไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ ซึ่งในเวลานี้คือภรรยาของเขาเอง และดูเหมือนว่าสถานการณ์อย่างนี้คงจะไม่มีใครให้เขาพึ่งพาได้จริงๆ แน่ ยกเว้นหัวหน้าซาซากิ

          ดังนั้น หลังจากได้งานทำที่บริษัท NK Agent ในช่วงแรก ไดโงะจึงอยู่ในสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อเอามากๆ หรือไหลตามน้ำ (ขุ่นๆ) เอาล่ะสิ ปรึกษาใครไม่ได้ เขาจึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองดี ครั้นพอผ่านงานมาถึงศพของนาโอมิ หัวหน้าซาซากิก็ทำให้สถานการณ์อึดอัดในใจของไดโงะค่อยๆ คลี่คลายลง หัวหน้าซาซากิแสดงให้เห็นว่าพิธีการทำศพ สามารถส่งผู้คนที่ตายแล้วไปสู่สุคติได้อย่างไร? 

          ไดโงะเริ่มเข้าใจแล้วว่า การชำระล้างจะต้องทำอย่างนุ่มนวล พิถีพิถันเพียงไร และยิ่งไปกว่านั้นจะต้องทุ่มเทความรักลงไป เพื่อชุบชีวิตของผู้ตายให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา ร่ำลาญาติพี่น้องมิตรสหายเป็นครั้งสุดท้ายและส่งผู้ตายไปสู่สุคติ ในหนังยังบอกอีกว่า “การชำระ” หมายความถึงการชำระเอาความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวดและกิเลสทางโลกออกไป เป็นน้ำแรกให้ชีวิตใหม่หลังความตาย

          ที่สุดแล้วปัญหาของไดโงะไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังทำ แต่เป็นเรื่องของใจ ใจที่ไม่มีความมั่นคงเชื่อมั่นแน่ใจในสิ่งที่ตนเองเลือกทำ ยิ่งไม่เคารพ ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองทำเท่าไหร่ งานทำศพก็จะยิ่งสั่นคลอนสำนึก ความรู้สึกสะอาดสกปรกในใจ และความรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และด้วยการนับถือตนเองต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงมักจะหลบๆ ซ่อนๆ อยู่เสมอ ไม่กล้าบอกไม่กล้าสู้หน้าภรรยา หากเธอรู้ขึ้นมา ผมจะทำอย่างไร? มิกะอาจพูดเปรยๆ ด้วยความสงสัย “บริษัทพิลึก” ในวันแรกที่ไดโงะไปทำงานแล้วมีแผลมีดบาดบนใบหน้า ครั้นพอข่าวลือแพร่สะพัดไปถึงหูมิกะ มันจึงกลายเป็นเหตุให้เขาต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับงานทำศพ ซึ่งในตอนนี้มันได้กลายเป็นสิ่งที่ชดเชยการสูญเสียความมั่นใจไปแล้ว เพราะสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่แค่งานเก็บศพ แต่มันเป็นการบอกลาและช่วยส่งวิญญานไปสู่สุคติที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีโอกาสจะทำเช่นนี้ให้กับมารดาอันเป็นที่รัก รวมไปถึงความรู้สึกอบอุ่นใน NK Agent ยังปลุกเร้าวิญญานนักดนตรีในแบบที่ไดโงะไม่เคยได้รู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว เขาจะเลือกอย่างไร? ปมในใจของพระเอกเราจะคลี่คลายหรือไม่ คงต้องตามไปดูต่อกันเอง

          Departuresเล่นกับความรู้สึกเรื่องความเป็นความตายที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนเราอย่างแยกไม่ออก ถามไถ่ผู้ดูมาตั้งแต่ต้น เคยสังเกตุหรือไม่ว่า เรามักจะฟังเพลงจากอดีตเสมอ บางเพลงผู้แต่งตายไปนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปลาหมึก โลงศพ และเนื้อไก่ตัวหนึ่ง ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์เราหลังความตายแล้วทั้งนั้น และในหนังยังแถมหมัดน็อคชกใส่เราซะเต็มปากเต็มคำอีกว่า อาหารที่เรากิน มันก็คือศพดีๆ นี่เอง “อร่อยมั๊ย” หัวหน้าซาซากิถามไดโงะ “อร่อยครับ” 

          แต่ถึงกระนั้นหนังยังปลอบประโลมใจเราไปพร้อมๆ กัน หากไม่ทันไปดูใจจริงๆ เรายังมีโอกาสสุดท้ายเพื่ออำลาจากกันก่อนร่างกายจะมอดไหม้กลายเป็นเศษเถ้าธุลี คือไปร่วมในงานศพ พิธีการชำระล้าง และส่งผู้ตายไปสู่สุคติ การตายอาจสร้างความปั่นป่วนในใจให้กับผู้ที่ยังอยู่ เพราะความตายมักจะสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็นเสมอ จนอาจรื้อฟื้นความทรงจำอันปวดร้าว ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิด ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง และปมขัดแย้งในใจกับผู้ตาย ซึ่งบาดแผลจากความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้อาจล้นทะลักออกมาโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว แต่อาการทั้งหลายนี้ปรากฏขึ้นมาเพื่อให้เราค่อยๆ คลี่คลายความทุกข์ในใจเราที่มีต่อผู้ตาย และที่ผู้กำลังจะตายมีต่อเรา เราจึงควรตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตในเรื่องนี้อย่างยิ่งยวด เราอาจนั่งลงเงียบๆ ข้างร่างผู้ตายหรือผู้ที่กำลังจะตาย พูดสิ่งค้างคาใจทุกอย่างที่จำเป็นต้องพูด ให้อภัยหรือขออภัยด้วยความรู้สึกเต็มหัวใจ แสดงความรักหรือความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน จากนั้นจึงกล่าวคำอำลา 

          นั่นคือสิ่งที่เราควรกระทำต่อผู้ที่ล่วงลับหรือผู้ที่กำลังจะตายจากเราไป แต่สำหรับผู้ที่ยังอยู่ล่ะ ก็ ขอให้ใช้โอกาสนี้เพื่อบอกหรือแสดงความรู้สึกรัก ชื่นชม เห็นอกเห็นใจหรือขออภัย ในขณะที่คนอื่นๆ ยังได้ยิน ก่อนที่เราจะไม่มีโอกาสอีกเป็นหนที่สอง เพราะเราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่า ครั้งหน้าจะมีโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่

คอลัมน์:

ผู้เขียน: