Paranorman: เมื่อคนตายและคนเป็นสื่อสารกัน

-A +A

          สถานที่แห่งใด ที่ไม่มีใครอยากไป แต่ก็ต้องไป

          สถานที่อะไร เมื่อเราเดินทางไปถึง เราจะไม่สามารถถอยกลับมาได้อีกต่อไป ได้แต่ติดค้าง หรือไปต่อเท่านั้น

          ถ้าเรามีลูกหรือหลาน ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง อายุราว ๑๐-๑๒ ปี เรามักพบว่า เด็กคนนี้ มักชอบพูดคุยกับอากาศราวกับว่ากำลังสื่อสารกับใครอยู่ แถมการสนทนาดูจริงจัง ราวกับมีบุคคล มีตัวตนจริงๆ อยู่ตรงหน้า และเมื่อเราถามว่าคุยกับใครอยู่ เด็กก็บอกกับเราว่า คุยกับย่า 

          “เอาล่ะสิ” คงเรื่องใหญ่แน่ เพราะย่าที่เด็กหมายถึง เธอตายไปนานแล้ว เราก็เลยพยายามอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าย่าตายไปแล้ว อาจจะสั่งสอนว่าอย่าเล่นแบบนี้ ขณะที่เด็กก็ยืนยันว่า เขาคุยกับย่าจริงๆ และไม่ได้พูดคุยแค่ครั้งเดียว แต่คุยมาหลายครั้งแล้ว เพราะย่าอยู่แถวๆ นี้เอง

          ถึงตอนนี้คุณจะทำอย่างไรดี

          คราวนี้ มาเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกหลานของเรา เป็นเพียงเด็กข้างบ้าน หรืออยู่ห้องเรียนเดียวกับลูกหรือหลานเรา เราจะบอกลูกหรือหลานของเราอย่างไรดี เราจะบอกเรื่องท่าทีความสัมพันธ์กับเด็กคนนี้อย่างไรดี

          Paranorman บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ นอร์แมน บีบคอกส์ เด็กชายผู้มีความสามารถพิเศษคือ สามารถสื่อสารกับคนตายได้ และต้องเผชิญกับความแปลกแยกจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียน รวมถึงที่บ้านด้วย เขาจึงมักเลือกอยู่โดยลำพัง ทำกิจกรรมต่างๆ เพียงลำพัง พ่อของนอร์แมนมักปฏิเสธและตัดสินว่าเขาเป็นเด็กประหลาด ชอบก่อปัญหาและไม่ยอมทำตัวปกติ ในขณะที่แม่จะมีท่าทีประนีประนอมกว่า นอร์แมนมองว่า การกระทำของพ่อสะท้อนการปฏิเสธ ต่อต้านและความกลัว

          “คนเป็นพ่อ ไม่น่ากลัวผม”

          “พ่อไม่ได้กลัวลูก เพียงแต่กลัวแทนลูก” นี่คือคำอธิบายที่นอร์แมนได้รับจากแม่

          สำหรับผู้ใหญ่ที่อาจเคยมีความฝัน เคยมีชีวิตวัยเด็ก การผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้ใหญ่เรียนรู้ถึงการเอาตัวรอดและการมีชีวิตรอดในสังคม วิธีคือการทำตัวให้ปกติ ดำเนินชีวิตให้เหมือนๆ คล้ายๆ กับคนอื่น อย่าทำตัวผิดแปลกจากคนอื่น และที่สำคัญใช้ชีวิตด้วยความกลัว ความกลัวจึงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของคนในสังคม 

          เพราะความกลัว เราจึงต้องปกป้องสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ เช่น ความปลอดภัย มั่นคง หน้าที่การงาน รวมไปถึงชีวิต ฯลฯ

          เพราะความกลัว เราจึงต้องปฏิเสธและหนีห่างจากความแตกต่าง ความผิดแปลก

          เพราะความกลัว เราจึงต้องคิด รู้สึกและกระทำในแบบที่รู้สึกว่า จะทำให้เราปลอดภัย ไม่เสี่ยงภัย

          และเพราะความกลัว เราก็อาจเปลี่ยนแปลงตัวตนภายในอย่างคาดไม่ถึง และกระทำสิ่งชั่วร้ายได้โดยไม่รู้ตัว เพราะคิดว่านั่นคือการปกป้องสังคม ปกป้องความปลอดภัย

          “เวลาคนเรากลัว เขาก็มักจะพูดและทำอะไรแย่ๆ ลงไป”

          “ความกลัวไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่ผมไม่ยอมให้มันเปลี่ยนตัวตนของผมไป”

          เรื่องราวบอกเล่าถึงภารกิจสำคัญของนอร์แมน ในฐานะเด็กที่พิเศษ เป็นภารกิจที่ช่วยรักษาความปลอดภัยของบ้านเมือง แต่เพราะความผิดพลาดบางอย่าง ขณะที่ทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งถึงช่วงใกล้ค่ำ บ้านเมืองกลับเกิดสภาพโกลาหลเนื่องเพราะกลุ่มซอมบีที่ชาวเมืองเคยรู้จักแต่ในภาพยนตร์ ในทีวี กลับปรากฏตัวบนท้องถนนราว ๖-๗ ตัว ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทั่ว “สู้ หรือ หนี” คือ ปฏิกิริยาพื้นฐานตามสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นกับทุกคน ยามเมื่อเราเผชิญความกลัว สิ่งที่ชาวเมืองรับมือกับซอมบีกลุ่มนี้คือ การสู้ ฆ่าซอมบีให้ตาย ชาวเมืองเตรียมพร้อมอาวุธ

          ความหวาดกลัวของชาวเมืองในลักษณะนี้ ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวออกมาว่า เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว และเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เมื่อชาวเมืองกลุ่มหนึ่งใช้อำนาจกฎหมายในมือ ให้ทำลายชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยการกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะความกลัว ความไม่รู้ไม่เข้าใจ กลายเป็นเชื้อพันธุ์แห่งความกลัวที่ถูกหว่านเพาะและเติบโตเป็นเชื้อความรุนแรงในที่สุด

          สิ่งที่น่ากลัวของความกลัวคือ มันเหมือนเมล็ดพืชที่เติบโตเร็วมากและรากของมันกัดกินไปจนถึงตัวตนของเรา และเปลี่ยนแปลงจนเราหลงลืมตนเอง สามารถทำให้เรากลายเป็นปิศาจร้ายเหมือนกับความกลัวของชาวเมืองที่ทำให้พวกเขาทำสิ่งชั่วร้าย รุนแรง เหมือนกับกลุ่มซอมบีที่เคยใช้ความรุนแรงในอดีต ก่อโศกนาฏกรรมกับแอ็กกี และทำให้เธอต้องกลายเป็นแม่มดร้าย คอยทวงแค้นจากความอยุติธรรม

          แล้วเราจะเอาชนะความกลัวได้อย่างไร การเอาชนะความกลัวไม่ได้หมายถึงการทำให้ความกลัวหมดสิ้นไป แต่คือ ความสามารถที่จะลงมือกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าเราจะกลัวเหลือเกิน นี่คือความกล้าหาญ นอร์แมนรับรู้และเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแอ็กกี ความเข้าใจทำให้นอร์แมนเห็นอกเห็นใจและพร้อมเคียงข้างแอ็กกี ที่สำคัญนอร์แมนรู้ว่า มีเพียงเขาคนเดียวที่สามารถหยุดเรื่องเลวร้ายนี้ได้ และสำหรับแอ็กกี การได้พบว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว มีเพื่อนที่เข้าใจและคอยเคียงข้าง ทำให้เธอกลับมารู้จักตนเองในฐานะเด็กหญิงที่ชื่อแอ็กกีอีกครั้ง ไม่ใช่แม่มดร้ายที่คุมแค้นมาเนิ่นนานหลายร้อยปี การได้รู้จักตนเองทำให้เธอพบทางเลือกว่า จะไปต่ออย่างไรดี ระหว่างทางเลือกเดิม คือการแก้แค้น การโกรธเคือง กับการให้อภัยและไปสู่สุคติ ไปสู่ความรักที่เคยได้รับ การไปอยู่กับแม่ที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

          วีรกรรมของนอร์แมนทำให้กลุ่มซอมบีหลุดพ้นจากความรู้สึกผิด และปลดวางบาปกรรมที่เคยทำไว้ รวมถึงช่วยให้ครอบครัวและชาวเมืองได้ตระหนักรู้ถึงความกลัว ว่าหากเราไม่เท่าทันอคตินี้ ความกลัวจะกัดกินและทำร้ายตัวตนภายในของเราอย่างไรบ้าง 

          ความผิดแปลกของนอร์แมน ในฐานะเด็กพิเศษที่สื่อสารกับความคนตายได้ จึงเป็นเพียงแค่ความผิดแปลกที่น้อยคนทำได้ แต่ไม่ใช่ความน่ากลัวหรือภัยอันตราย ซึ่งเป็นเพราะการตีความกันไปเอง อคติ ความกลัว ทำให้เรามองหรือตีความคลาดเคลื่อนจากความจริง เพราะในเรื่องราว นอร์แมนใช้ความสามารถนี้ช่วยชีวิตชาวเมืองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความกลัว

          สิ่งที่คนตายและคนเป็นพูดคุยกันในเรื่องก็คือ ทั้งหมดต่างมีความต้องการ ความปรารถนาที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือ ความต้องการที่จะเรียนรู้และกระทำในสิ่งถูกต้องนั่นด้วย สำหรับเหล่าคนตาย ความต้องการที่แท้ของพวกเขาคือ ความสุขสงบภายใน แอ็กกีได้พบความรักและการให้อภัยที่ช่วยให้เธอสุขสงบ และสัมผัสความรักที่เคยได้รับจากแม่ กลุ่มซอมบีพบความสุขสงบ ปลดวางความรู้สึกผิดและไปสู่สุคติได้ หรือแม้แต่เหล่าคนเป็น ความพยายามปกป้องครอบครัว บ้านเมืองของพวกเขา (แม้จะใช้ความกลัว ความรุนแรง) ก็คือ ต้องการความสุขสงบเช่นกัน

          นอร์แมนเองก็เติบโตขึ้น เขาได้เรียนรู้ว่าตนเองไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงลำพัง เพราะเขามีเพื่อน เช่นเดียวกับครอบครัวที่ได้รับรู้และเข้าใจว่า มิติชีวิตที่พวกเขารับรู้ อาจมีมิติอื่นซ้อนอยู่ พวกเขาพบว่าย่าอยู่กับพวกเขาแม้จะมองไม่เห็น

          Paranorman เป็นการ์ตูนแอนิเมชันที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้นัก ซึ่งน่าเสียดายและน่าแปลกใจ แต่สาระสำคัญของเรื่องราวถูกถ่ายทอดได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งเราสามารถใช้เป็นบทเรียนทำความเข้าใจเรื่องความกลัว มิตรภาพและความรัก ความสัมพันธ์ในครอบครัวได้

คอลัมน์: