The Fault in Our Stars ดาวบันดาล

-A +A

สวัสดีหลานรัก

         ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลานคงมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Fault in Our Stars ที่สร้างจากวรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่ตอนต้น ถ้าหากหลานสนใจก็มีฉบับแปลเป็นภาษาไทย ชื่อ ดาวบันดาล เรื่องที่จะลุงจะคุยกับหลานก็คือ เรื่องอาการเจ็บป่วยของหลานนี่แหละ พอได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วก็อดคิดถึงหลานไม่ได้

         ตัวเอกของเรื่อง ทั้งพระเอกและนางเอกต่างเป็นวัยรุ่นอายุยังไม่ถึง ๑๘ ปี แต่โชคชะตาก็เล่นงานพวกเขาสาหัสเอาการ ทั้งสองต่างมีระเบิดเวลาภายในคือ เชื้อมะเร็งอยู่ในตัวทั้งคู่ นางเอกอาจจะร้ายแรงกว่าเพราะมะเร็งปอดพร้อมจะกำเริบและพรากชีวิตของเธอไปได้ตลอดเวลา คงไม่แปลกที่เราจะเห็นนางเอกมีอาการหมดอาลัยตายอยาก ดูซึมเศร้า หลายคนคงมีอาการท้อแท้ ไม่อยากทำอะไรหากรู้ว่าอนาคตที่วาดฝันไว้คงไม่มีวันเป็นจริง สิ่งที่มองเห็นคือความตายตรงหน้า แต่น่าชมเชยพ่อแม่ของนางเอกที่เลือกจะส่งเสริมให้ลูกของตนค้นหาสิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา และที่ดีไปกว่านั้นคือ นางเอกก็เลือกที่จะใส่ใจความรู้สึกของพ่อแม่ ยอมทำตามแม้จะไม่เห็นด้วยนัก

         สิ่งที่ลุงชอบจากการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ เราอาจจะเลือกโชคชะตาไม่ได้ เราอาจจะประสบเหตุการณ์หรือเรื่องราวบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าตนเองจะมีท่าทีแบบไหนกับสิ่งที่เข้ามาหา หลายคนเลือกที่จะโกรธ เศร้าเสียใจ หรือทำสิ่งบ้าๆ บอๆ เพื่อประชดชีวิต สิ่งที่ลุงอยากบอกหลานก็คือ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากที่เราทุกคนจะต้องได้เรียนรู้ว่า เรามีทางเลือกเสมอ เราอาจมีตัวเลือกไม่มากนัก แต่เรามีอิสระในการเลือกเสมอ ฉากหนึ่งที่ลุงชอบคือ พระเอกชอบคาบบุหรี่ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้สูบเพราะรู้ว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็แค่คาบ ไม่สูบ เพื่อบอกว่าเขามีอำนาจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้สิ่งที่เป็นอันตรายเข้าสู่ตัวเอง ผู้สร้างคงต้องการจะสื่อว่า วัยรุ่นก็คิดอะไรดีๆ เป็นเหมือนกัน 

         ลุงคงเขียนแต่ประเด็นที่ลุงสนใจ เพราะคงมีคนเขียนบทวิจารณ์ถึงแง่มุมต่างๆ ของหนังกันมากมายอยู่แล้ว สิ่งที่ลุงชอบอีกอย่างคือ วัยรุ่นบ้านเขาดูเหมือนจะอ่านหนังสือกันจริงจังดีนะ แต่ลุงอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ตัวเอกป่วย สุขภาพย่ำแย่ออกปานนั้น จะไปเที่ยวเตร่สนุกสนานกับเพื่อนก็คงไม่ไหว การใช้เวลาเรียนรู้ผ่านหนังสือ ลุงถือว่าน่าชื่นชมทีเดียว 

         อีกแง่มุมหนึ่งที่ลุงชอบคือ สังคมบ้านเขามีการตั้งกลุ่มช่วยเหลือ พูดคุย เยียวยาทางจิตใจ ให้แต่ละคนได้มาปรับทุกข์กัน น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะคนเราจะได้มีช่องทางแบ่งปัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เชื่อลุงเถอะหลานรัก เราทุกคนต่างโหยหามิตรภาพ และต้องการสัมพันธภาพ เพียงแต่หลายคนไม่รู้วิธีที่จะได้มา หรือปล่อยให้อคติ ความเชื่อ ความรู้สึก รวมถึงข้ออ้างต่างๆ มาปิดกั้น

         เรื่องราวโดยรวมคือ ตัวเอกวัยรุ่นสองคนที่ต่างเป็นมะเร็งมารักกัน และวันหนึ่ง ความตายก็พรากคนหนึ่งไป ทิ้งให้อีกคนยังมีชีวิตอยู่ แต่ตลอดเรื่องราวกลับทำให้คนดูอย่างลุงติดตามอย่างไม่ละสายตา คงเพราะท่วงทำนองของการนำเสนอเรื่องราว มุมมองชีวิต และการเดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิต เป็นภารกิจของทุกคน

         ลุงชอบความมีอิสระของวัยรุ่นมาก ที่ให้โอกาสพวกเขาได้เรียนรู้ผ่านการคิด การตัดสินใจด้วยตัวเอง เสียดายพ่อแม่ในบ้านเรา ที่รักมากห่วงมากจนวัยรุ่นบ้านเราไม่รู้จักโต ลุงคิดว่า โจทย์ตั้งต้นคือ จะทำอย่างไรที่พ่อแม่จะเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีวุฒิภาวะได้ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน มากกว่าการมุ่งแต่อุ้มชู ในขณะเดียวกัน วัยรุ่นเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบตนเอง ใครๆ ก็ต้องการเสรีภาพ แต่เสรีภาพต้องมาพร้อมกับการแสดงความรับผิดชอบและการทำหน้าที่ของตนให้สมกับความวางใจที่จะได้และมี

         อีกฉากหนึ่งที่ลุงชอบคือ นางเอกกับพระเอกอุตส่าห์เดินทางเพื่อไปพบนักเขียนในดวงใจ แต่แล้วก็ต้องรู้สึกผิดหวังเพราะตัวตนของนักเขียนกับผลงานที่แสนจะน่าประทับใจของเขา ต่างกันราวฟ้ากับเหว ลุงอยากทำนายว่าหลานเองจะต้องเจอประสบการณ์แบบนี้ในที่สุด เหมือนกับหลายๆ คนที่พบว่า ตัวจริงของคนตรงหน้ากับภาพความคาดหวังในใจเป็นคนละเรื่อง คนละโลกกันเลย บทเรียนนี้คงทำให้หลานเจ็บปวดเหมือนตัวเอกในเรื่อง และหลานคงจะต้องเจ็บปวดต่อไป ถ้าไม่สามารถแยกแยะหรือรู้เท่าทันภาพในใจกับตัวจริงให้ดีๆ ลุงจำคำพูดประโยคหนึ่งที่ขอฝากหลานไว้ตรงนี้คือ “มีความหวังกับสิ่งที่ดีที่สุดและยอมรับสิ่งที่ไม่ใช่ความหวังนั้นได้” 

         อีกแง่มุมที่ลุงชอบในการเปรียบเทียบความรัก และความประทับใจที่เรามีต่อใครคนหนึ่งคือ ความเป็นอนันต์ของตัวเลข นางเอกเปรียบเทียบความรู้สึกรัก ความสุข ความประทับใจเหมือนตัวเลขที่ไม่สิ้นสุดระหว่างเลขศูนย์กับหนึ่ง แน่นอนว่าเลขศูนย์กับเลขหนึ่งต่างกันเพียงแค่หนึ่ง แต่ระหว่างเลขสองตัวดังกล่าว มีตัวเลขมากมายๆ ที่เป็นอนันต์ นิรันดร ผู้สร้างหนังคงอยากจะสื่อสารว่าเราทุกคนมีชีวิตและมีความตายรอคอยอยู่ แต่เราสามารถทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิต กับ โลกใบนี้ได้มากกว่าการอยู่อย่างมีข้อจำกัดของความตาย

         หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของลุงคือ เราแต่ละคนที่มาอยู่บนโลกใบนี้ ล้วนทิ้งรอยเท้าให้ปรากฏในความทรงจำ วันหนึ่งเราจะเป็นแค่ความทรงจำ หรืออาจจะไม่มีใครจดจำเราได้ ทั้งหมดคงอยู่ที่การเลือกของเรา ลุงอยากให้หลานจดจำข้อนี้ดีๆ ว่า หลานอยากให้ตัวเองอยู่ในความทรงจำของคนรอบตัวที่หลานเกี่ยวข้องด้วยแบบไหน หรือหากว่าหลานไม่ต้องการให้ใครจดจำ ลุงคิดว่า คนอื่นก็ยังจดจำหลานได้ แต่อาจจะในแง่มุมที่หลานคงไม่ชอบ เพราะมันหมายถึงหลานไม่เคยอยู่ในโลกใบนี้มาก่อน 

         ใช้ชีวิตให้ดีๆ นะหลานรัก ลุงก็เหมือนกัน

 

คอลัมน์: