บ้านนี้มีแต่ความรัก

-A +A

รัมภา กำเนิดรัตน์

ความสงบร่มรื่นท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีของบ้าน บ่งบอกได้ถึงความสงบเย็นของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี สุภาพบุรุษเจ้าของบ้านออกมาต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมกับเชื้อเชิญให้ทีมงานเราจาก ‘โครงการ ความตาย พูดได้’ เข้าไปนั่งพักในบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่าย อบอุ่นและสบาย

ระหว่างการรอคอย เราสังเกตเห็นเตียงนอนผู้ป่วย พร้อมรถเข็นในห้องโถงด้านล่าง บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์สำหรับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี แต่ทันทีที่ ‘คุณรัมภา กำเนิดรัตน์’ หรือพี่เจี๊ยบ ปรากฏตัวขึ้น ทักทายพร้อมรอยยิ้มสดชื่น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ไม่น่าเชื่อว่านี่คือผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม 

พี่เจี๊ยบทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งที่บริเวณเต้านม ตั้งแต่ปี 2556 แม้ว่าจะผ่านกระบวนการรักษาครบทุกอย่างแล้ว แต่ก็ตรวจพบว่ามะเร็งก็ได้ลุกลามอีกในปีถัดมา โดยลามไปที่กระดูกสันหลัง และกระดูกซี่โครงทั้งด้านซ้าย ขวา และด้านหน้า ด้านหลัง หนทางการเยียวยารักษาโรคมะเร็งให้หายนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่การประคับประคองและดูแลความปวดยังคงดำเนินต่อไปได้ ด้วยความช่วยเหลือดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง 

 

เราทุกคนมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นทายาท

พี่เจี๊ยบเล่าว่าปัจจุบันอายุ 62 ปี เกษียณอายุจากการทำงานในเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ แต่ไม่เคยเกษียณจากความเป็นลูก ความเป็นภรรยา และความเป็นแม่ และถือว่านั่นคือหน้าที่ที่สำคัญที่ควรพยายามทำให้เต็มที่ และทำอย่างมีความสุขมาโดยตลอด นี่ทำให้เราสัมผัสได้ว่า การกระทำใดๆ ย่อมส่งผลของการกระทำตามนั้น ณ วันนี้แม้ว่าโรคร้ายจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ความสุขและความรักที่ครอบครัวนี้มีให้ต่อกัน อบอวลอยู่รอบตัว ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย และเยียวยาความเจ็บป่วยได้ดีกว่ายาชนิดใดๆ 

พี่เจี๊ยบเล่าว่า เธอได้มีโอกาสเป็นลูกที่ดี ได้ดูแลคุณพ่อและคุณแม่จวบจนวาระสุดท้ายของท่าน และท่านทั้งสองก็ได้จากไปอย่างสงบ มาถึงทุกวันนี้ลูกสาวของพี่เจี๊ยบก็เติบโตเป็นลูกสาวที่ดีเช่นกัน เธอเลือกที่จะทิ้งการงานที่ต่างประเทศและพาครอบครัวกลับมาทำงานอยู่ที่ประเทศไทย เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการดูแลคุณแม่และคุณพ่อของเธอ เฉกเช่นเดียวกับที่พี่เจี๊ยบได้เคยเป็นตัวอย่างให้ลูกได้เห็น

 

ชีวิตคืออะไร

“ตราบใดเรายังไม่นิพพานนะคะ ชีวิตก็คือการเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ มันก็คือเป็นปกติของชีวิต มีเกิดมีแก่ ป่วย แล้วก็ตาย ก็เป็นธรรมดา ชีวิตก็มีอยู่เท่านั้น แต่ว่าในระหว่างทางนี้ มันก็เหมือนมีสิ่งจรรโลงใจเราได้เจอเพื่อนที่ดี เราได้มีคู่ชีวิตที่ดี เราได้ทำหน้าที่อย่างอื่นของเรา”

พี่เจี๊ยบบอกว่า พอถึงจุด ณ วันนี้ของชีวิต รู้แล้วว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ในเรื่องว่า ชีวิตทั้งหมดนี้เป็นทุกข์ เพียงแต่ว่าความสุขเล็กๆ น้อยๆ มาบดบังไม่ให้เราเห็นทุกข์ แต่ในที่สุดแล้ว ชีวิตก็คือทุกข์ ซึ่งถ้าเราไม่อยากทุกข์อีก ก็คือต้องไม่เกิดอีก 

 

เรามีความตายเป็นเพื่อน

“เราก็เข้าใจว่าอันนี้เป็นธรรมดาของชีวิตที่จะต้องจากไป แล้วตัวเราเองก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็คือความตายเนี่ย ถามว่าน่ากลัวไหม? มันน่ากลัวก่อนตายมากกว่า เช่น เรากลัวที่จะเจอความเจ็บปวดทรมาน เรากลัวหายใจไม่ออก เรากลัวความไม่รู้ว่าเราจะเจออะไร ต่อไปในอนาคต แต่ถ้าเราตัดตรงนั้นออกไปซะได้น่ะนะคะ ก็คือ ถามว่าคนเรารู้อนาคตไหม เราก็ไม่รู้อยู่ดี” 

พี่เจี๊ยบบอกกับเราว่า ความตายก็คือธรรมชาติของเรา แล้วก็อย่าไปกลัว สิ่งที่เรากลัวคือ เรากลัวความไม่รู้ในข้างหน้า เราก็จะกลัวไปก่อน แล้วถ้าเราอยู่กับความกลัว มันก็จะทำให้วันนี้ของเรามันพลอยไม่ดีไปด้วย เพราะฉะนั้นเราก็อยู่กับวันนี้ไม่ดีกว่าหรือ วันนี้ยังหายใจได้ ยังเดินได้ ก็อยู่ไปก่อน เธอยังย้ำอีกว่า เราทำวันนี้ของเราให้ดี ก็จะดีกว่า และก็มองว่าความตายก็เป็นเพื่อน

 

อะไรที่อยากบอกกับคนที่รักมากที่สุด

สิ่งที่พี่เจี๊ยบอยากบอกกับคนที่รักมากที่สุดก็คือลูก โดยอยากบอกว่า ใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แล้วก็ความยึดเหนี่ยวในศาสนา สติ สมาธิ ศีล เป็นเรื่องที่จะพาให้พ้นจากวิกฤตการณ์ทุกอย่างในชีวิตไปได้   

 

อะไรคือความงดงามที่สุดบนโลกใบนี้ ที่อยากจดจำให้ได้แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต

“เป็นความรักความเมตตาที่เหมือนกับว่า เรามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน อย่างคนที่ใกล้ชิดนะคะ เราอาจจะโชคดีว่า ก็ค่อนข้างจะ คุณพ่อคุณแม่ก็คือรักกัน หมายถึงว่าเรารักท่าน เรารู้ว่าท่านรักเรา ท่านมีเมตตากับเรา แต่งงานมาก็สามีก็น่ารัก เราเลี้ยงลูกมา ลูกก็เป็นลูกที่ดีนะคะ คือทั้งหมดนี้ด้วยความ คือไม่ใช่ว่าเราเป็นคนเพอร์เฟคหรือครอบครัวดีอะไร แต่ว่าความที่ว่า เรามีความรักต่อกันมากพอ เรียกว่าความรักในเชิงเมตตากันมากกว่าน่ะค่ะ เราเมตตากันมากพอที่จะแบบว่าให้อภัยในเรื่องที่ผิดพลาด แล้วก็ช่วยกันในเรื่องที่จะดำเนินไป”

 

ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง

พี่เจี๊ยบเล่าว่าเธอเป็นคนที่จริงจังกับทุกอย่าง อยากจะทำทุกอย่างให้ได้ดี และออกจะจริงจังมากไป  ถึง ณ ตอนนี้ เธอบอกกับเราว่าชีวิตก็สอนว่า มีปัจจัยแวดล้อมซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้หลายอย่าง ผลก็ออกมาไม่ได้เป็นไปตามที่เราจริงจังเสมอไป ดังนั้นถ้าความจริงจังนั้นคือความยึดมั่น ก็ไม่ควรไปยึดมั่นขนาดนั้น เพราะว่ายังมีหลายปัจจัย รวมทั้งตัวเราเองที่ก็ยังควบคุมไม่ได้ด้วยซ้ำ เห็นแบบนี้ก็ทำให้ปล่อยวางได้มากขึ้น  ชีวิตยังสอนเราถึงความไม่แน่นอน คงอยู่ตลอดกาลไม่ได้  ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะงานดี ก็ต้องมีวันเกษียณ มีตำแหน่งมีเงินเดือนถึงวันเกษียณแล้วก็คือ ทุกอย่างไม่มี  ดังนั้นกับทุกเรื่องราว ถ้าเราเตรียมที่จะวางให้ได้ดีกับทุกเรื่อง ก็เป็นการดี  การที่เราเตรียมปล่อยหลายๆ เรื่องไว้จนเกิดเป็นความเคยชิน ก็คงจะทำให้เราปล่อยวางได้ง่ายมากขึ้น

 

การพบกันของทีมงาน ‘ความตาย พูดได้’ ของเครือข่ายพุทธิกา กับคุณรัมภา กำเนิดรัตน์ หรือพี่เจี๊ยบ จบลงท่ามกลางความงดงามของชีวิตๆ หนึ่ง ชีวิตที่ดำเนินมาด้วยความรัก ความเมตตา และการทำหน้าที่แต่ละหน้าที่ให้ดีที่สุดตลอดชีวิต ทำให้เราก็เรียนรู้ว่านั่นคือ การเตรียมความพร้อมสำหรับการจากไปอย่างดีที่สุด ที่จะไม่มีอะไรต้องติดค้าง และไม่มีใครต้องเสียใจ เพราะทุกอย่างงดงามแล้วในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด

 

วรรณวิภา มาลัยนวล
31 กรกฏาคม 2559

 

ที่มา:

คอลัมน์: